เครื่องคำนวณค่า BMI และประเมินน้ำหนักที่เหมาะสม

คำนวณค่าดัชนีมวลกาย (BMI) พร้อมประเมินช่วงน้ำหนักที่เหมาะสมและสมส่วนตามเกณฑ์มาตรฐาน WHO และกรมอนามัย

ดัชนีมวลกาย (BMI) คืออะไร? ดัชนีมวลกาย หรือ BMI (Body Mass Index) คือค่าตัวเลขมาตรฐานสากลที่ใช้ประเมินความสัมพันธ์ระหว่างส่วนสูงกับน้ำหนักตัว เพื่อคัดกรองเบื้องต้นว่าเรามีน้ำหนักตัวที่สมส่วน ผอมเกินไป หรือเริ่มเข้าสู่ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน แม้ว่าค่า BMI จะไม่ได้วัดปริมาณไขมันใต้ผิวหนังโดยตรง แต่ก็เป็นเครื่องมือคัดกรองสุขภาพที่ง่าย รวดเร็ว และได้รับการยอมรับทางการแพทย์ทั่วโลก ทั้งจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขของไทย

เนื้อหาได้รับการตรวจสอบทางการแพทย์ตามเกณฑ์มาตรฐานสากลขององค์การอนามัยโลก (WHO Technical Report Series 854) และเกณฑ์จำเพาะสำหรับชาวเอเชีย (The Lancet, 2004) รวมถึงแนวทางเวชปฏิบัติของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย

ประวัติและความสำคัญทางการแพทย์ของค่า BMI

สูตรคำนวณ BMI ถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกในช่วงทศวรรษที่ 1830 โดย อาดอลฟ์ เกตเลต์ (Adolphe Quetelet) นักคณิตศาสตร์และนักสถิติชาวเบลเยียม เดิมทีถูกเรียกว่า 'ดัชนีเกตเลต์ (Quetelet Index)' ต่อมาในปี ค.ศ. 1972 ดร. แอนเซล คีย์ส (Ancel Keys) นักสรีรวิทยาชาวอเมริกัน ได้ศึกษาประชากรกลุ่มใหญ่และพบว่าเป็นเกณฑ์ที่สะท้อนภาวะอ้วนได้แม่นยำและใช้งานได้จริงที่สุด จึงได้ตั้งชื่อใหม่ว่า 'Body Mass Index (BMI)' จนกระทั่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศใช้เป็นเกณฑ์จำแนกน้ำหนักตัวสากลในเวลาต่อมา

  • •
    เกณฑ์สากลของ WHO (18.5 – 24.9 kg/m²) - ช่วงน้ำหนักปกติสำหรับประชากรฝั่งตะวันตกและทั่วโลก ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและเบาหวานต่ำที่สุด
  • •
    เกณฑ์เอเชียและคนไทย (18.5 – 22.9 kg/m²) - ชาวเอเชียรวมถึงคนไทยมักมีสัดส่วนไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) สะสมสูงกว่าชาวยุโรปที่ระดับ BMI เท่ากัน กรมอนามัยจึงปรับเกณฑ์น้ำหนักเกินลงมาเริ่มต้นที่ 23.0 เพื่อให้ตรวจพบความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังได้เร็วขึ้น
  • •
    ดัชนี BMI Prime (ดัชนีเทียบเกณฑ์ปกติ) - อัตราส่วนระหว่างค่า BMI จริงเทียบกับขอบบนของน้ำหนักปกติ (25 kg/m²) หากค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1.0 แสดงว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่หากมากกว่า 1.0 แสดงว่าน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน

สูตรการคำนวณดัชนีมวลกาย (BMI Formula)

องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดสูตรการคำนวณดัชนีมวลกายมาตรฐานโดยนำน้ำหนักตัวหน่วยกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงหน่วยเมตรยกกำลังสอง:

สมการทางคณิตศาสตร์มาตรฐาน
Metric (SI)
BMI = น้ำหนัก (กก.) ÷ [ส่วนสูง (ม.)]²
Imperial (US)
BMI = [น้ำหนัก (ปอนด์) ÷ ส่วนสูง (นิ้ว)²] × 703
สูตรดัชนี BMI Prime
BMI Prime = BMI จริง ÷ 25
ตัวแปรที่ใช้ในการคำนวณ
W
น้ำหนักตัว (Weight)
น้ำหนักจริงของร่างกาย หน่วยเป็นกิโลกรัม (กก.) หรือปอนด์ (lbs)
H
ส่วนสูง (Height)
ความสูงในท่ายืนตรงโดยไม่สวมรองเท้า หน่วยเป็นเมตร (ม.) หรือนิ้ว (in)
BMI Prime
ดัชนีสัดส่วนเกณฑ์ปกติ
ค่าสัมพัทธ์เทียบกับขอบบนปกติที่ 25 kg/m² (ค่าปกติ ≤ 1.0)
ตารางเปรียบเทียบเกณฑ์ BMI: มาตรฐานสากล WHO vs เกณฑ์คนไทย/เอเชีย (กรมอนามัย)
น้ำหนักน้อย / ผอม (Underweight)< 18.5
น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ / ผอม< 18.5
น้ำหนักปกติ สมส่วน (Normal Weight)18.5 – 24.9
น้ำหนักปกติ สมส่วน (สุขภาพดี)18.5 – 22.9
น้ำหนักเกิน / ท้วม (Overweight)25.0 – 29.9
น้ำหนักเกิน / ท้วม (เริ่มเสี่ยง)23.0 – 24.9
โรคอ้วนระดับ 1 (Obese Class I)30.0 – 34.9
โรคอ้วนระดับ 1 (อันตราย)25.0 – 29.9
โรคอ้วนระดับ 2 ขึ้นไป (Obese Class II/III)≥ 35.0
โรคอ้วนระดับ 2 (อันตรายมาก)≥ 30.0
ทำไมคนไทยและชาวเอเชียจึงต้องใช้เกณฑ์ BMI ที่ต่ำกว่าชาวยุโรป?

ผลการศึกษาทางการแพทย์จาก The Lancet และรายงานขององค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก (WPRO) พบว่า สรีรวิทยาของคนเอเชียและคนไทยมีโครงสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อที่เล็กกว่า แต่มีแนวโน้มสะสมไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) และรอบอวัยวะภายในสูงกว่าชาวยุโรปที่ระดับ BMI เท่ากัน ส่งผลให้คนไทยเริ่มมีความเสี่ยงต่อภาวะดื้อต่ออินซูลิน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคความดันโลหิตสูงตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อค่า BMI แตะระดับเพียง 23.0 kg/m² กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขจึงแนะนำให้คนไทยยึดเกณฑ์ 18.5 – 22.9 เป็นช่วงน้ำหนักที่เหมาะสมที่สุดครับ

อ้างอิง: WHO Expert Consultation (Lancet 2004; 363: 157–163) และคู่มือการดูแลสุขภาพตนเอง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

ตัวอย่างการคำนวณจริงทีละขั้นตอน

ตัวอย่างการคำนวณแบบทีละขั้นตอน

สมมุติว่าคุณมีน้ำหนักตัว 68 กิโลกรัม และส่วนสูง 170 เซนติเมตร (1.70 เมตร):

1
แปลงส่วนสูงจากเซนติเมตรเป็นเมตร170 ซม. ÷ 100 = 1.70 เมตร
สูตร BMI ต้องใช้ส่วนสูงเป็นเมตรเสมอ
2
คำนวณส่วนสูงยกกำลังสอง1.70 × 1.70 = 2.89 ตารางเมตร (ม.²)
ยกกำลังสองของส่วนสูง
3
หารน้ำหนักตัวด้วยส่วนสูงยกกำลังสอง68 กก. ÷ 2.89 = 23.53 kg/m²
ได้ค่า BMI จริงเท่ากับ 23.5
4
คำนวณดัชนี BMI Prime23.53 ÷ 25 = 0.94
ค่าน้อยกว่า 1.0 แสดงว่าไม่เกินขอบบนของเกณฑ์สากล
5
คำนวณน้ำหนักตัวในอุดมคติ (Ideal Weight)22 × 2.89 = 63.58 กิโลกรัม
ใช้ค่ามาตรฐาน BMI 22 ที่เสี่ยงต่อโรคน้อยที่สุด
สรุปผลการประเมินค่า BMI อยู่ที่ 23.5 kg/m² ตามเกณฑ์สากลของ WHO ถือว่าอยู่ในช่วงปกติ (18.5 – 24.9) แต่ตามเกณฑ์เอเชียและกรมอนามัย จัดอยู่ในระดับ 'น้ำหนักเกินเล็กน้อย / ท้วม (23.0 – 24.9)' จึงแนะนำให้คุมอาหารและออกกำลังกายเพื่อปรับลดน้ำหนักลงสู่ช่วงสมส่วนประมาณ 53.5 – 66.2 กก. ครับ
ช่วงน้ำหนักสุขภาพดีตามเกณฑ์สากลสำหรับส่วนสูง 170 ซม. คือ 53.5 ถึง 72.0 กิโลกรัม (ตามเกณฑ์เอเชียคือ 53.5 ถึง 66.2 กิโลกรัม)
บทวิเคราะห์และข้อแนะนำเชิงลึก

การวิเคราะห์ผลลัพธ์และการดูแลสุขภาพเชิงลึก

ค่าดัชนีมวลกายเป็นกระจกสะท้อนสุขภาพเบื้องต้น การรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์สมส่วนไม่เพียงแต่ช่วยให้รูปร่างดูดีและเคลื่อนไหวคล่องตัวเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้อย่างมหาศาล

ผลกระทบต่อสุขภาพเมื่อค่า BMI เกินเกณฑ์ (ท้วม / โรคอ้วน)

โรคเบาหวานชนิดที่ 2

ไขมันส่วนเกินโดยเฉพาะไขมันในช่องท้องจะหลั่งสารกระตุ้นภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ตับอ่อนทำงานหนักและระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

ความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดหัวใจ

หัวใจต้องสูบฉีดเลือดแรงขึ้นเพื่อไปเลี้ยงเนื้อเยื่อที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมสภาพเร็วและเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายหรือสโตรก

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea)

ไขมันสะสมบริเวณรอบลำคอทำให้ทางเดินหายใจแคบลง ส่งผลให้นอนกรนเสียงดัง ตื่นมาไม่สดชื่น และสมองขาดออกซิเจนเป็นช่วงๆ

ข้อเข่าเสื่อมและปวดหลังเรื้อรัง

น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะกดทับข้อต่อรับน้ำหนัก โดยเฉพาะข้อเข่าและกระดูกสันหลัง ทำให้กระดูกอ่อนสึกหรอก่อนวัยอันควร

ความเสี่ยงต่อสุขภาพเมื่อค่า BMI ต่ำกว่าเกณฑ์ (ผอมเกินไป)

ภาวะขาดสารอาหารและภูมิคุ้มกันต่ำ

ร่างกายอาจได้รับโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุไม่เพียงพอ ทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้ไม่เต็มที่ ติดเชื้อและป่วยง่าย

ภาวะโลหิตจางและความเหนื่อยล้าเรื้อรัง

การขาดธาตุเหล็ก โฟเลต และวิตามินบี 12 ส่งผลให้การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง รู้สึกหน้ามืด วิงเวียน และอ่อนเพลียง่าย

กระดูกพรุนและกล้ามเนื้อฝ่อลีบ

มวลกล้ามเนื้อและกระดูกไม่ได้รับการกระตุ้นและขาดแคลเซียม ทำให้กระดูกเปราะบางและเสี่ยงต่อการหักง่ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

ประจำเดือนมาไม่ปกติในผู้หญิง

เมื่อไขมันสะสมในร่างกายน้อยเกินไป การสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลง อาจทำให้ประจำเดือนขาดหรือมีบุตรยาก

ข้อจำกัดทางการแพทย์ของค่า BMI ที่ควรรู้

นักกีฬาและผู้เล่นเวทเทรนนิ่ง

คนที่มีมวลกล้ามเนื้อหนาแน่นอาจมีค่า BMI สูงเข้าข่าย 'น้ำหนักเกิน' หรือ 'อ้วน' ทั้งที่ร่างกายมีเปอร์เซ็นต์ไขมันต่ำมากและสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์

ผู้สูงอายุ (มากกว่า 60 ปี)

มักเกิดภาวะกล้ามเนื้อฝ่อลีบตามวัย (Sarcopenia) ค่า BMI อาจดูปกติ แต่มีไขมันสะสมแทนที่กล้ามเนื้อ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มและโรคเรื้อรัง

หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาจากน้ำหนักของทารก รก น้ำคร่ำ และการขยายตัวของต่อมน้ำนม จึงไม่สามารถใช้เกณฑ์ BMI มาตรฐานประเมินได้

ภาวะอ้วนลงพุงซ่อนรูป (Skinny Fat)

คนที่มีน้ำหนักตัวและ BMI ปกติ แต่ออกกำลังกายน้อย อาจมีไขมันสะสมในช่องท้องและรอบตับสูง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังไม่ต่างจากคนอ้วน

ตารางแปลผลค่า BMI ความเสี่ยงต่อสุขภาพ และแนวทางปฏิบัติ

น้ำหนักน้อย / ผอม
< 18.5

เสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหาร ภูมิคุ้มกันต่ำ และกระดูกพรุน

คำแนะนำในการดูแลตนเอง:เพิ่มพลังงานจากอาหารที่มีประโยชน์ เน้นโปรตีนคุณภาพดี และออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ
น้ำหนักปกติ สมส่วน (เกณฑ์เอเชีย)
18.5 – 22.9

ความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่ำที่สุด มีสุขภาพดี

คำแนะนำในการดูแลตนเอง:รักษาระดับน้ำหนัก รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 150 นาที
น้ำหนักเกิน / ท้วม (เริ่มเตือน)
23.0 – 24.9

เริ่มมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและความดันโลหิต

คำแนะนำในการดูแลตนเอง:ลดของหวาน ของมัน ของทอด เพิ่มผักผลไม้ และเพิ่มการขยับร่างกายในชีวิตประจำวัน
โรคอ้วนระดับ 1
25.0 – 29.9

ความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและเบาหวานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

คำแนะนำในการดูแลตนเอง:วางแผนควบคุมแคลอรี่ร่วมกับออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ และควรตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อเช็กไขมันในเลือด
โรคอ้วนระดับ 2 ขึ้นไป (อันตราย)
≥ 30.0

ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและหยุดหายใจขณะหลับสูงมาก

คำแนะนำในการดูแลตนเอง:ปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อรับคำแนะนำการลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีและปลอดภัย

เครื่องมือคำนวณสุขภาพที่เกี่ยวข้อง

เพื่อให้เห็นภาพรวมของสุขภาพและองค์ประกอบร่างกายที่แม่นยำยิ่งขึ้น ลองใช้ โปรแกรมคำนวณเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (Body Fat Calculator) เพื่อวัดสัดส่วนกล้ามเนื้อและไขมันจริง หรือเช็กความพร้อมของร่างกายด้วย โปรแกรมคำนวณแอลกอฮอล์ในเลือด (BAC Calculator) และตรวจเช็กอายุทางชีวภาพด้วย โปรแกรมคำนวณอายุจริง (Age Calculator) นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้ โปรแกรมคำนวณค่าเฉลี่ย เพื่อติดตามค่าเฉลี่ยของน้ำหนักตัวและอัตราการเต้นของหัวใจ หรือ โปรแกรมคำนวณพื้นที่ และกลับสู่ หน้าหลัก Calcia เพื่อดูเครื่องมือคำนวณทั้งหมดของเราได้ครับ

คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่า BMI และน้ำหนักตัว (FAQ)

ค่า BMI เท่าไหร่ถึงจะถือว่าผอม ปกติ หรืออ้วนสำหรับคนไทย?

สำหรับคนไทยและชาวเอเชีย กรมอนามัยกำหนดเกณฑ์ดังนี้ครับ: ต่ำกว่า 18.5 คือน้ำหนักน้อย/ผอม, 18.5 – 22.9 คือน้ำหนักปกติและสมส่วน, 23.0 – 24.9 คือน้ำหนักเกิน/ท้วม, 25.0 – 29.9 คือโรคอ้วนระดับ 1 และ 30.0 ขึ้นไปคือโรคอ้วนระดับ 2 ครับ

ทำไมคนที่มีกล้ามเนื้อเยอะ ค่า BMI ถึงบอกว่าอ้วน?

เพราะสูตรคำนวณ BMI ใช้เพียงน้ำหนักตัวและส่วนสูงเท่านั้น ไม่สามารถแยกแยะระหว่าง 'มวลกล้ามเนื้อ' กับ 'มวลไขมัน' ได้ นักกีฬาเพาะกายที่มีกล้ามเนื้อแน่นจึงมีน้ำหนักมากจนค่า BMI สูง แนะนำให้วัดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (Body Fat) หรือวัดรอบเอวร่วมด้วย จะสะท้อนสุขภาพได้ตรงจุดกว่าครับ

น้ำหนักตัวในอุดมคติ (Ideal Weight) คำนวณอย่างไร?

ในทางการแพทย์ ค่า BMI 22 kg/m² ถือเป็นจุดสมดุลที่มีอัตราการเสียชีวิตและเกิดโรคเรื้อรังต่ำที่สุด การคำนวณน้ำหนักในอุดมคติจึงใช้สูตร: ส่วนสูง (เมตร)² × 22 ตัวอย่างเช่น สูง 170 ซม. (1.70 ม.) น้ำหนักที่เหมาะสมที่สุดคือ 1.70 × 1.70 × 22 = 63.6 กิโลกรัมครับ

ผู้หญิงกับผู้ชายใช้เกณฑ์ BMI เดียวกันหรือไม่?

ตามเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ใช้เกณฑ์ตัวเลขเดียวกันทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ครับ อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงมักมีสัดส่วนไขมันในร่างกายตามธรรมชาติสูงกว่าผู้ชายที่ระดับ BMI เดียวกัน ดังนั้นการดูร่วมกับรอบเอว (ผู้ชายไม่ควรเกิน 90 ซม. ผู้หญิงไม่ควรเกิน 80 ซม.) จะช่วยประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำยิ่งขึ้นครับ

ค่า BMI Prime คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร?

BMI Prime คือตัวเลขที่นำค่า BMI จริงของคุณมาหารด้วยขอบบนของน้ำหนักปกติสากล (คือ 25) ประโยชน์คือช่วยให้ทราบได้ทันทีว่าเราอยู่ห่างจากจุดน้ำหนักเกินแค่ไหน หากได้ค่า 1.0 หรือน้อยกว่า แสดงว่าไม่อ้วน แต่หากได้ 1.2 แปลว่าคุณมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานอยู่ 20% ครับ

ถ้าค่า BMI ปกติ แต่มีพุง ถือว่าอันตรายไหม?

อันตรายครับ ภาวะนี้เรียกว่า 'อ้วนลงพุงซ่อนรูป' (Normal Weight Obesity หรือ Skinny Fat) แม้ตัวเลขบนตาชั่งและ BMI จะดูปกติ แต่ไขมันจะไปสะสมลึกในช่องท้องและเกาะตามตับ ซึ่งเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ไขมันพอกตับ และโรคหลอดเลือดหัวใจไม่ต่างจากคนอ้วนทั่วไป จึงควรเน้นออกกำลังกายเวทเทรนนิ่งเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อครับ

แหล่งอ้างอิงทางการแพทย์และข้อมูลเชิงวิชาการ

เครื่องคำนวณที่เกี่ยวข้อง

เครื่องคำนวณที่มักเปิดดูควบคู่กับ คำนวณ BMI

ดูทั้งหมด สุขภาพและชีวฟิสิกส์ →
สูตร US Navy№ 02.08

โปรแกรมคำนวณเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (สูตร US Navy)

คำนวณเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (Body Fat %) มวลกล้ามเนื้อ LBM และมวลไขมันรวม ด้วยสูตรกองทัพเรือสหรัฐฯ (US Navy) อ้างอิงเกณฑ์มาตรฐาน ACE สากล

ผู้ชาย: D = 1.0324 − 0.19077 × log₁₀(เอว − คอ) + 0.15456 × log₁₀(ส่วนสูง) | ผู้หญิง: D = 1.29579 − 0.35004 × log₁₀(เอว + สะโพก − คอ) + 0.22100 × log₁₀(ส่วนสูง) | %ไขมัน = (495 ÷ D) − 450เปิดใช้งานเครื่องมือ
Mifflin-St Jeor№ 02.03

โปรแกรมคำนวณแคลอรี่ BMR & TDEE ต่อวัน

โปรแกรมคำนวณแคลอรี่ออนไลน์ คำนวณ BMR และ TDEE พลังงานเผาผลาญที่ร่างกายต้องการต่อวัน วางแผนลดน้ำหนัก ลดไขมัน หรือเพิ่มกล้ามเนื้อด้วยสูตร Mifflin-St Jeor

ผู้ชาย: BMR = (10 × กก.) + (6.25 × ซม.) − (5 × ปี) + 5 | ผู้หญิง: BMR = (10 × กก.) + (6.25 × ซม.) − (5 × ปี) − 161 | TDEE = BMR × ค่ากิจกรรม (PAL)เปิดใช้งานเครื่องมือ
นับเวลาจริง№ 02.02

โปรแกรมคำนวณอายุแบบละเอียด

คำนวณอายุจริงแบบละเอียดนับเป็น ปี เดือน สัปดาห์ วัน และชั่วโมง พร้อมคำนวณวันเกิดครั้งถัดไป

ΔT = วันที่เป้าหมาย − วันเดือนปีเกิด (คำนวณตามจำนวนวันจริงในแต่ละเดือนและปฏิทินปีอธิกสุรทิน)เปิดใช้งานเครื่องมือ

แม่นยำแน่นอน & ปลอดภัยบนเบราว์เซอร์ 100%

การคำนวณทั้งหมดประมวลผลบนเบราว์เซอร์ของคุณโดยตรงด้วยเลขทศนิยมความละเอียดสูง ข้อมูลตัวเลขและข้อมูลทางการเงินของคุณจะเป็นความลับเสมอ และไม่มีการส่งหรือบันทึกลงเซิร์ฟเวอร์ใดๆ