โปรแกรมคำนวณเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายและมวลกล้ามเนื้อ (US Navy Body Fat)

คำนวณเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (Body Fat %) มวลกล้ามเนื้อ LBM และมวลไขมันรวม ด้วยสูตรกองทัพเรือสหรัฐฯ (US Navy) อ้างอิงเกณฑ์มาตรฐาน ACE สากล

เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (Body Fat %) คืออะไร? เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย หรือ Body Fat Percentage (%BF) คือสัดส่วนของน้ำหนักไขมันแท้ๆ เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวทั้งหมด ซึ่งต่างจากการชั่งน้ำหนักทั่วไปหรือการดูค่า BMI (ดัชนีมวลกาย) ตรงที่สูตรเปอร์เซ็นต์ไขมันจะแยกส่วนประกอบในร่างกายออกเป็น 2 ส่วนชัดเจน ได้แก่ 'มวลไขมันรวม (Fat Mass)' กับ 'มวลไร้ไขมัน (Lean Body Mass: LBM)' ซึ่งรวมเอากล้ามเนื้อ กระดูก อวัยวะภายใน และน้ำในร่างกายเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ทราบได้ทันทีว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้นเป็นไขมันหรือกล้ามเนื้อ

อ้างอิงและสอบเทียบตามสูตรมาตรฐานกองทัพเรือสหรัฐฯ (Hodgdon & Beckett, U.S. Naval Health Research Center, 1984) ร่วมกับสมการความหนาแน่นสององค์ประกอบของ William E. Siri (1961) และเกณฑ์มาตรฐานสากล ACE

ทำไมเปอร์เซ็นต์ไขมันถึงบอกสุขภาพได้แม่นยำกว่าค่า BMI ทั่วไป?

หลายคนมักสับสนระหว่างค่า BMI กับเปอร์เซ็นต์ไขมัน ความจริงคือ BMI คำนวณจากแค่น้ำหนักกับส่วนสูงเท่านั้น จึงไม่สามารถแยกได้ว่าน้ำหนักที่หนักขึ้นมาจากกล้ามเนื้อแน่นๆ หรือไขมันส่วนเกิน ยกตัวอย่างเช่น นักเพาะกายหรือคนที่เล่นเวทมีกล้ามเนื้อเยอะ ค่า BMI อาจพุ่งไปอยู่ในเกณฑ์ 'ท้วมหรืออ้วน' ทั้งที่ร่างกายลีนมากและแทบไม่มีไขมันเลย ในทางกลับกัน คนที่ดูผอมแต่ไม่เคยออกกำลังกาย อาจมีไขมันในช่องท้องสะสมสูงจนเกิดภาวะ 'อ้วนลงพุงซ่อนรูป (Skinny Fat)' ซึ่งอันตรายต่อหลอดเลือดและหัวใจอย่างมาก การวัดรอบตัวเพื่อคำนวณเปอร์เซ็นต์ไขมันจึงสะท้อนสุขภาพจริงได้ตรงจุดกว่า

  • •
    ไขมันจำเป็น (Essential Fat) - ไขมันขั้นต่ำที่สุดที่ร่างกายต้องมีเพื่อการมีชีวิตรอด เช่น ปกป้องอวัยวะภายใน ห่อหุ้มเซลล์ประสาท และสร้างฮอร์โมน (ผู้ชาย 2–5%, ผู้หญิง 10–13%) หากต่ำกว่านี้จะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและฮอร์โมนแปรปรวน
  • •
    ไขมันสะสม (Storage Fat) - ไขมันที่ร่างกายเก็บสะสมไว้เป็นพลังงานสำรอง ทั้งใต้ชั้นผิวหนัง (Subcutaneous Fat) และไขมันอันตรายที่เกาะรอบอวัยวะในช่องท้อง (Visceral Fat)
  • •
    มวลไร้ไขมัน (Lean Body Mass - LBM) - น้ำหนักตัวส่วนที่ไม่ใช่ไขมันเลย ได้แก่ กล้ามเนื้อ กระดูก เลือด น้ำ และอวัยวะภายใน ยิ่งมีมวลกล้ามเนื้อมาก ร่างกายก็ยิ่งเผาผลาญพลังงานต่อวัน (BMR) ได้สูงขึ้น
สัญลักษณ์คณิตศาสตร์มาตรฐาน

วิธีใช้สายวัดรอบตัวให้แม่นยำ (สูตรกองทัพเรือสหรัฐฯ US Navy)

ความแม่นยำของสูตรกองทัพเรือสหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับการทาบสายวัดให้ถูกต้อง แนะนำให้ใช้สายวัดตัวแบบไม่ยืดหยุ่น ทาบให้แนบพอดีผิวโดยไม่ต้องดึงรัดจนเนื้อบุ๋ม และควรวัดตอนเช้าหลังตื่นนอนและเข้าห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว

♂จุดวัดรอบตัวสำหรับผู้ชาย (รอบคอ และ รอบเอว)

  • 1.ส่วนสูง (ซม.): ยืนตรง ชิดกำแพง ถอดรองเท้า มองตรงไปข้างหน้า
  • 2.รอบคอ (ซม.): ทาบสายวัดรอบคอในแนวราบ บริเวณใต้ลูกกระเดือกเล็กน้อย หายใจตามปกติ
  • 3.รอบเอวระดับสะดือ (ซม.): ทาบสายวัดในแนวขนานกับพื้น บริเวณกึ่งกลางสะดือพอดี ให้วัดตอนผ่อนลมหายใจออกตามธรรมชาติ ไม่ต้องเกร็งหรือแขม่วพุง

♀จุดวัดรอบตัวสำหรับผู้หญิง (รอบคอ, รอบเอว และ รอบสะโพก)

  • 1.ส่วนสูง (ซม.): ยืนตรง เท้าชิด ถอดรองเท้า ส้นเท้าและแผ่นหลังแนบผนัง
  • 2.รอบคอ (ซม.): ทาบสายวัดรอบคอในแนวระนาบ บริเวณใต้กล่องเสียง
  • 3.รอบเอวคอด (ซม.): ทาบสายวัดตรงจุดที่เอวคอดที่สุด (ช่วงระหว่างซี่โครงล่างกับกระดูกเชิงกราน เหนือสะดือเล็กน้อย) ตอนผ่อนลมหายใจออก
  • 4.รอบสะโพก (ซม.): ยืนเท้าชิดกัน แล้วทาบสายวัดรอบก้นในส่วนที่กว้างหรือนูนยื่นที่สุด ให้สายวัดขนานกับพื้นตลอดทั้งเส้น

เคล็ดลับ 4 ข้อเพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด:

  • ✓วัดช่วงเวลาเดิมเสมอ (ช่วงเช้าหลังตื่นนอนตอนท้องว่างคือช่วงเวลาที่ดีที่สุด)
  • ✓หลีกเลี่ยงการวัดทันทีหลังออกกำลังกายหนักหรือหลังอาบน้ำอุ่น เพราะเลือดจะสูบฉีดทำให้กล้ามเนื้อบวมน้ำชั่วคราว
  • ✓ยืนหน้ากระจกบานใหญ่เพื่อตรวจดูว่าสายวัดด้านหลังไม่หย่อนและได้ระนาบขนานกับพื้นจริง
  • ✓วัดซ้ำจุดเดิม 2 ครั้ง หากตัวเลขต่างกันเกิน 0.5 ซม. ให้วัดครั้งที่ 3 แล้วหาค่าเฉลี่ย

สูตรคำนวณทางคณิตศาสตร์ (Hodgdon-Beckett & Siri)

สูตรนี้คิดค้นและพัฒนาโดยศูนย์วิจัยสุขภาพกองทัพเรือสหรัฐฯ (Naval Health Research Center, San Diego) เพื่อใช้คัดกรองสมรรถภาพของทหารเรือ โดยใช้สมการลอการิทึมฐานสิบ (log10) ของสัดส่วนรอบตัวเปรียบเทียบกับส่วนสูงเพื่อหาค่าความหนาแน่นของร่างกาย (Body Density: D) จากนั้นแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ไขมันด้วยสูตรของ Siri (1961)

สมการคำนวณความหนาแน่นร่างกาย (D หน่วย g/cm³):
ผู้ชาย (ซม.): D = 1.0324 − 0.19077 × log₁₀(รอบเอว − รอบคอ) + 0.15456 × log₁₀(ส่วนสูง)
ผู้หญิง (ซม.): D = 1.29579 − 0.35004 × log₁₀(รอบเอว + สะโพก − รอบคอ) + 0.22100 × log₁₀(ส่วนสูง)
สูตรแปลงความหนาแน่นเป็นเปอร์เซ็นต์ไขมัน (Siri Formula):
เปอร์เซ็นต์ไขมัน (%) = (495 ÷ D) − 450
คำอธิบายตัวแปรในสูตรคำนวณ:
ส่วนสูง (ซม.)
ความสูงของร่างกาย
ใช้เป็นตัวคูณปรับสัดส่วนปริมาตรความยาวของร่างกายในแนวตั้ง
รอบคอ (ซม.)
เส้นรอบวงคอ
ตัวแทนโครงสร้างกระดูกและมวลกล้ามเนื้อส่วนบนของร่างกาย
รอบเอว (ซม.)
เส้นรอบวงเอว
ตัวแปรหลักที่สะท้อนปริมาณไขมันสะสมในช่องท้องและใต้ผิวหนัง
รอบสะโพก (ซม.)
เส้นรอบวงสะโพก (เฉพาะผู้หญิง)
สะท้อนการสะสมของไขมันช่วงล่างตามธรรมชาติและสรีรวิทยาของผู้หญิง
เอกสารอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์: Hodgdon & Beckett (NHRC Report 84-11 & 84-29); Siri WE (1961)

เกณฑ์ระดับเปอร์เซ็นต์ไขมันมาตรฐานสากล (ACE Classification)

เกณฑ์มาตรฐานที่วิทยาลัยเวชศาสตร์การกีฬาและสภาการออกกำลังกายแห่งสหรัฐอเมริกา (ACE) กำหนดไว้

ไขมันจำเป็น (น้อยเกินไป)
♂ 2% – 5%|♀ 10% – 13%

ระดับต่ำสุดเพื่อรอดชีวิต หากต่ำกว่านี้จะเสี่ยงฮอร์โมนพังและภูมิคุ้มกันตก

นักกีฬา / หุ่นลีนกระชับ
♂ 6% – 13%|♀ 14% – 20%

เห็นร่องกล้ามเนื้อและซิกแพกชัดเจน ร่างกายลีนมาก เหมาะกับนักกีฬาแข่งขัน

ฟิตเนส / สุขภาพดีสมส่วน
♂ 14% – 17%|♀ 21% – 24%

หุ่นฟิตกระชับ สุขภาพดีเยี่ยม รักษาสภาพร่างกายได้ง่ายและยั่งยืนตลอดปี

เกณฑ์มาตรฐานทั่วไป
♂ 18% – 24%|♀ 25% – 31%

เกณฑ์ปกติของคนทั่วไป มีไขมันสะสมพอดี ไม่เสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง

ไขมันสูง / เริ่มท้วม-อ้วน
♂ 25% ขึ้นไป|♀ 32% ขึ้นไป

ไขมันเริ่มเกินเกณฑ์ ควรเริ่มคุมอาหารและออกกำลังกายเพื่อลดความเสี่ยงโรคเบาหวานและความดัน

ตรวจสอบล่าสุด: กันยายน 2026

เกณฑ์เปอร์เซ็นต์ไขมันสุขภาพดีตามช่วงอายุ (Gallagher et al.)

ช่วงเปอร์เซ็นต์ไขมันที่เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของมวลกล้ามเนื้อตามวัย

ช่วงอายุผู้ชายผู้หญิง
20 – 39 ปี8% – 19%21% – 32%
40 – 59 ปี11% – 21%23% – 33%
60 – 79 ปี13% – 24%24% – 35%
ตรวจสอบล่าสุด: กันยายน 2026

เปรียบเทียบวิธีวัดไขมันแต่ละแบบ (สายวัด vs เครื่องชั่ง vs DEXA)

จุดเด่น จุดด้อย และความแม่นยำของแต่ละวิธีวัดไขมัน

สูตรกองทัพเรือสหรัฐฯ (สายวัดตัว)±3.0% – 3.5%

✓สะดวก ทำเองที่บ้านได้ทุกที่ ตัวเลขไม่แกว่งตามปริมาณน้ำที่เพิ่งดื่ม

✗ต้องอาศัยการทาบสายวัดในตำแหน่งที่ถูกต้องสม่ำเสมอ

เครื่องสแกนกระดูกและไขมัน DEXA Scan±1.2% – 1.5%

✓แม่นยำสูงสุดระดับมาตรฐานการแพทย์ บอกมวลกล้ามเนื้อและกระดูกแยกรายส่วน

✗ราคาสูง ต้องเดินทางไปตรวจที่โรงพยาบาลหรือศูนย์กีฬาเฉพาะทาง

ชั่งน้ำหนักใต้น้ำ (Hydrostatic Weighing)±1.5% – 2.0%

✓มาตรฐานห้องแล็บอิงหลักการแทนที่น้ำของอาร์คิมีดิส

✗ต้องกลั้นหายใจดำน้ำจนสุดปอด รู้สึกไม่สบายตัว หาตรวจได้ยาก

คีมหนีบวัดไขมัน (Skinfold Caliper)±3.5% – 5.0%

✓พกพาง่าย ราคาถูก วัดชั้นไขมันใต้ผิวหนังได้โดยตรง

✗วัดด้วยตัวเองยาก ต้องมีผู้เชี่ยวชาญช่วยหนีบในตำแหน่งที่ถูกต้อง

เครื่องชั่งวัดไขมันตามบ้าน (BIA Scale)±4.0% – 8.0%

✓สะดวกรวดเร็ว แค่ขึ้นไปยืนก็ได้ตัวเลขทันทีภายใน 5 วินาที

✗ตัวเลขแกว่งง่ายมากตามปริมาณน้ำในตัว อาหารในท้อง หรือเหงื่อที่เพิ่งออก

ตัวอย่างการคำนวณจริง (ผู้ชาย: ส่วนสูง 175 ซม. น้ำหนัก 75 กก.)

ตัวอย่างการคำนวณแบบทีละขั้นตอน

สมมุติข้อมูลผู้ชายวัยทำงาน: ส่วนสูง 175 ซม., น้ำหนักตัว 75 กก., รอบคอ 38 ซม., รอบเอวระดับสะดือ 85 ซม.

1
หาผลต่างระหว่างรอบเอวกับรอบคอ85 ซม. − 38 ซม. = 47 ซม.
log₁₀(47) = 1.6721
2
หาค่าลอการิทึมของส่วนสูงlog₁₀(175 ซม.) = 2.2430
log₁₀ ของความสูงในหน่วย ซม.
3
คำนวณความหนาแน่นร่างกาย (D) ตามสูตร US NavyD = 1.0324 − (0.19077 × 1.6721) + (0.15456 × 2.2430) = 1.0597 g/cm³
ค่าความหนาแน่นมวลรวมของร่างกาย
4
แปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ไขมันด้วยสูตร Siri (1961)(495 ÷ 1.0597) − 450 = 17.1%
ปัดเศษได้เปอร์เซ็นต์ไขมัน 17.1%
5
แยกคำนวณน้ำหนักไขมันและมวลกล้ามเนื้อ (LBM)มวลไขมัน = 75 กก. × 17.1% = 12.8 กก. | มวลไร้ไขมัน = 75 กก. − 12.8 กก. = 62.2 กก.
น้ำหนักกล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะรวม 62.2 กก.
สรุปผลการประเมิน:ผู้ชายคนนี้มีเปอร์เซ็นต์ไขมัน 17.1% ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์ 'ฟิตเนส / สุขภาพดีสมส่วน (14%–17%)' โดยมีมวลกล้ามเนื้อและกระดูกถึง 62.2 กก. และมีไขมันสะสมเพียง 12.8 กก. ถือว่ามีสมดุลร่างกายที่ดีเยี่ยมและมีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่ำมาก
บทวิเคราะห์และข้อแนะนำเชิงลึก

คำแนะนำสุขภาพ: ไขมันน้อยเกินไปหรือมากเกินไป ส่งผลเสียอย่างไร?

ไขมันในร่างกายไม่ใช่แค่ส่วนเกินที่ต้องกำจัดทิ้ง แต่เป็นอวัยวะสร้างฮอร์โมนที่สำคัญมาก หากผู้ชายมีไขมันต่ำกว่า 5% หรือผู้หญิงต่ำกว่า 13% ฮอร์โมนเพศอย่างเทสโทสเตอโรนและเอสโตรเจนจะดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ประจำเดือนขาด กระดูกพรุนเร็วกว่าวัย และภูมิคุ้มกันตก แต่ในทางกลับกัน หากปล่อยให้ไขมันสะสมเกินเกณฑ์ (ผู้ชายเกิน 25%, ผู้หญิงเกิน 32%) เซลล์ไขมันในช่องท้องจะหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน และเสี่ยงต่อเบาหวานกับโรคหัวใจ เป้าหมายที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่การผอมแห้ง แต่เป็นการรักษามวลกล้ามเนื้อให้แข็งแรงและคุมเปอร์เซ็นต์ไขมันให้อยู่ในเกณฑ์สมส่วน

เครื่องคำนวณสุขภาพที่แนะนำให้ใช้ควบคู่กัน

เพื่อให้เห็นภาพสุขภาพร่างกายครบทุกมิติ แนะนำให้ตรวจเช็กค่า โปรแกรมคำนวณแอลกอฮอล์ในเลือด (BAC) เมื่อมีการสังสรรค์, ตรวจนับช่วงวัยและเวลาชีวิตด้วย โปรแกรมคำนวณอายุจริง (Age Calculator), วิเคราะห์ข้อมูลสถิติสุขภาพด้วย โปรแกรมคำนวณค่าเฉลี่ย มัธยฐาน ฐานนิยม หรือคำนวณขนาดพื้นที่ใช้สอยได้ที่ โปรแกรมคำนวณพื้นที่และเส้นรอบรูป และค้นหาเครื่องมือทั้งหมดได้ที่ หน้าแรก Calcia ประเทศไทย

คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (FAQs)

เปอร์เซ็นต์ไขมันเท่าไหร่ถึงเรียกว่า 'หุ่นดีและสุขภาพดี'?

สำหรับผู้ชาย เกณฑ์สุขภาพดีและเริ่มเห็นความกระชับอยู่ที่ 14%–17% (ถ้าอยากเห็นซิกแพกชัดๆ มักอยู่ที่ 10%–12%) ส่วนผู้หญิง เกณฑ์สุขภาพดีสมส่วนอยู่ที่ 21%–24% (ระดับฟิตเนสกระชับอยู่ที่ 18%–20%) ช่วงตัวเลขนี้ถือว่าปลอดภัยต่อระบบฮอร์โมนและรักษาสภาพร่างกายได้ในระยะยาวครับ

ทำไมผู้หญิงถึงมีเปอร์เซ็นต์ไขมันตามธรรมชาติสูงกว่าผู้ชาย?

เพราะสรีรวิทยาของผู้หญิงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการตั้งครรภ์และการให้นมบุตร ฮอร์โมนเอสโตรเจนจึงสั่งให้ร่างกายสะสมไขมันจำเป็นไว้ที่เต้านม สะโพก และต้นขามากกว่าผู้ชายครับ ไขมันจำเป็นของผู้หญิงอยู่ที่ 10%–13% ขณะที่ผู้ชายอยู่ที่ 2%–5% เท่านั้น การที่ผู้หญิงลดไขมันต่ำกว่า 15% บ่อยครั้งจะทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติครับ

วิธีลดไขมันในร่างกายโดยไม่ให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ทำอย่างไร?

หัวใจสำคัญมี 3 ข้อครับ: 1) คุมอาหารแบบกินน้อยกว่าที่ร่างกายใช้เพียงเล็กน้อย (Calorie Deficit วันละ 300–500 แคลอรี) อย่าอดอาหารแบบหักโหม 2) ทานโปรตีนให้เพียงพอ ประมาณ 1.6–2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. เพื่อรักษาเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ และ 3) เวทเทรนนิ่งอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 3–4 วัน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายคงมวลกล้ามเนื้อไว้และดึงไขมันมาเผาผลาญแทนครับ

วัดด้วยสายวัดสูตร US Navy กับเครื่องชั่งวัดไขมัน อันไหนน่าเชื่อถือกว่า?

ทั้งสองวิธีมีจุดเด่นต่างกันครับ เครื่องชั่งวัดไขมันตามบ้าน (BIA) อาศัยการปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ จึงอ่อนไหวต่อน้ำที่เพิ่งดื่ม เหงื่อ หรืออาหารในกระเพาะมาก ทำให้ตัวเลขแกว่งขึ้นลงได้ 2%–3% ภายในวันเดียว ส่วนสูตรสายวัด US Navy วัดจากขนาดสัดส่วนจริง จึงไม่แกว่งตามน้ำในร่างกาย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการติดตามแนวโน้มรูปร่างในระยะยาวครับ

ผอมแต่มีพุง (Skinny Fat) มีวิธีแก้เปอร์เซ็นต์ไขมันอย่างไร?

ภาวะผอมแต่มีพุงเกิดจาก 'กล้ามเนื้อน้อยเกินไปและมีไขมันในช่องท้องสะสม' วิธีแก้คือห้ามอดอาหารเด็ดขาดครับ ให้เน้นทานโปรตีนคุณภาพดี ทานอาหารที่มีกากใย และเริ่มเล่นเวทเทรนนิ่งเพื่อสร้างกล้ามเนื้อเพิ่ม เมื่อกล้ามเนื้อมากขึ้น ระบบเผาผลาญจะสูงขึ้น และร่างกายจะค่อยๆ ดึงไขมันหน้าท้องไปใช้ รูปร่างจะกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ

แหล่งข้อมูลอ้างอิงทางการแพทย์และวิชาการ

เครื่องคำนวณที่เกี่ยวข้อง

เครื่องคำนวณที่มักเปิดดูควบคู่กับ คำนวณไขมันร่างกาย

ดูทั้งหมด สุขภาพและชีวฟิสิกส์ →
มาตรฐาน WHO№ 02.01

โปรแกรมคำนวณค่า BMI (ดัชนีมวลกาย)

คำนวณดัชนีมวลกายตามเกณฑ์มาตรฐานสากล WHO ประเมินภาวะน้ำหนักตัว อ้วน ผอม หรือสมส่วน ได้ทันที

BMI = น้ำหนักตัว (กก.) ÷ [ส่วนสูง (ม.)]² | น้ำหนักในอุดมคติ = [ส่วนสูง (ม.)]² × 22เปิดใช้งานเครื่องมือ
นับเวลาจริง№ 02.02

โปรแกรมคำนวณอายุแบบละเอียด

คำนวณอายุจริงแบบละเอียดนับเป็น ปี เดือน สัปดาห์ วัน และชั่วโมง พร้อมคำนวณวันเกิดครั้งถัดไป

ΔT = วันที่เป้าหมาย − วันเดือนปีเกิด (คำนวณตามจำนวนวันจริงในแต่ละเดือนและปฏิทินปีอธิกสุรทิน)เปิดใช้งานเครื่องมือ
Mifflin-St Jeor№ 02.03

โปรแกรมคำนวณแคลอรี่ BMR & TDEE ต่อวัน

โปรแกรมคำนวณแคลอรี่ออนไลน์ คำนวณ BMR และ TDEE พลังงานเผาผลาญที่ร่างกายต้องการต่อวัน วางแผนลดน้ำหนัก ลดไขมัน หรือเพิ่มกล้ามเนื้อด้วยสูตร Mifflin-St Jeor

ผู้ชาย: BMR = (10 × กก.) + (6.25 × ซม.) − (5 × ปี) + 5 | ผู้หญิง: BMR = (10 × กก.) + (6.25 × ซม.) − (5 × ปี) − 161 | TDEE = BMR × ค่ากิจกรรม (PAL)เปิดใช้งานเครื่องมือ

แม่นยำแน่นอน & ปลอดภัยบนเบราว์เซอร์ 100%

การคำนวณทั้งหมดประมวลผลบนเบราว์เซอร์ของคุณโดยตรงด้วยเลขทศนิยมความละเอียดสูง ข้อมูลตัวเลขและข้อมูลทางการเงินของคุณจะเป็นความลับเสมอ และไม่มีการส่งหรือบันทึกลงเซิร์ฟเวอร์ใดๆ